ไทยเตรียมรับอานิสงส์! ศาลสหรัฐฯสั่งห้ามทรัมป์รีดภาษีโลก ชี้ใช้อำนาจเกินขอบเขตประธานาธิบดี
ไทยเตรียมรับอานิสงส์! ศาลสหรัฐฯสั่งห้ามทรัมป์รีดภาษีโลก ชี้ใช้อำนาจเกินขอบเขตประธานาธิบดี
การใช้อำนาจฝ่ายบริหารในการกำหนดนโยบายภาษีโดยไม่ผ่านสภาคองเกรส กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา มีคำตัดสินในวันพุธที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา สั่งห้ามถาวร การบังคับใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าที่รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์เคยประกาศใช้ในนามของ “ภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ” พร้อมชี้ชัดว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตและขัดต่อรัฐธรรมนูญ
คำตัดสินจากคณะผู้พิพากษาสามท่านในศาลเล็ก ๆ ใจกลางแมนฮัตตัน ถือเป็นการพลิกเกมด้านนโยบายการค้า ที่เคยถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันชาติคู่ค้าโดยเฉพาะจีน เม็กซิโก และแคนาดา โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง เช่น การควบคุมการลักลอบนำเข้าเฟนตานิล ซึ่งเป็นยาเสพติดอันตรายที่กำลังแพร่ระบาดในสหรัฐฯ
แม้มาตรการเหล่านี้ถูกระงับบางส่วนภายหลัง ทว่าการกำหนดเพดานภาษีสินค้านำเข้าในวงกว้างถึง 10-30% ยังคงสร้างแรงสั่นสะเทือนในหมู่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่แบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างหนัก และเป็นหนึ่งในกลุ่มโจทก์ที่ร่วมฟ้องร้องผ่านองค์กรไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดอย่าง Liberty Justice Center
“ระบบการเก็บภาษีที่ออกมาในชื่อ ‘วันปลดปล่อย’ และภาษีที่ใช้กฎหมายฉุกเฉินนั้น ล้วนขัดต่อกฎหมายและรัฐธรรมนูญ” ศาสตราจารย์อิลยา โซมิน จาก Scalia Law School และทนายฝ่ายโจทก์ ให้สัมภาษณ์สื่อสหรัฐฯ
ข้อจำกัดของอำนาจประธานาธิบดี
คำพิพากษาครั้งนี้สะท้อนหลักการสำคัญในรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ที่ให้อำนาจสภาคองเกรสเป็นฝ่ายควบคุมการค้าระหว่างประเทศโดยตรง ไม่ใช่ประธานาธิบดี แม้จะอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินก็ตาม การพยายามใช้กฎหมาย “International Emergency Economic Powers Act” (IEEPA) เพื่อกำหนดเพดานภาษีจึงถูกศาลตีตก เพราะไม่เข้าเกณฑ์ “ภัยคุกคามพิเศษ” ที่จำเป็นต้องใช้อำนาจฝ่ายบริหาร
น่าสังเกตว่า มาตรการบางรายการยังคงมีผลบังคับใช้ เช่น ภาษีนำเข้า 25% สำหรับเหล็ก อะลูมิเนียม และชิ้นส่วนยานยนต์ ที่อ้างอิงจากมาตรา 232 ของกฎหมายขยายการค้า ซึ่งให้อำนาจในกรณีความมั่นคงของชาติ แต่กรณี “Liberation Day Tariffs” ซึ่งเป็นชื่อที่ทรัมป์ใช้ในการประกาศภาษีรอบล่าสุดเมื่อเดือนเมษายน กลับไม่ผ่านเกณฑ์ของความชอบธรรมตามกฎหมาย
สัญญาณเตือนต่อผู้ใช้อำนาจแบบข้ามขั้นตอน
คำตัดสินนี้ส่งสัญญาณถึงรัฐบาลในอนาคตว่า การใช้อำนาจบริหารโดยไม่ผ่านกลไกรัฐสภาอาจย้อนกลับมาเป็นผลเสียทางกฎหมาย แม้ในภาวะที่รัฐบาลมองว่ามีภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจหรือความมั่นคงก็ตาม อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่า ศาลยุติธรรมยังสามารถเป็นกลไกถ่วงดุลอำนาจในระบอบประชาธิปไตย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในมุมของเศรษฐกิจ คำตัดสินครั้งนี้อาจช่วยบรรเทาภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องเผชิญกับต้นทุนสินค้านำเข้าสูงขึ้นและห่วงโซ่อุปทานสะดุดจากมาตรการภาษี ซึ่งทรัมป์เคยใช้เป็นกลยุทธ์หลักในนโยบาย “America First”
ความเงียบจากทำเนียบขาว
แม้ยังไม่มีความเห็นจากทำเนียบขาวในประเด็นนี้ แต่ก่อนหน้านี้โฆษกรัฐบาลเคยยืนยันว่า “ตัวเลขขาดดุลการค้า” กับประเทศคู่ค้ารายสำคัญเป็นหลักฐานเพียงพอสำหรับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งศาลไม่เห็นพ้องด้วยกับการตีความเช่นนั้น
ในทางปฏิบัติ คำพิพากษานี้จะทำให้การเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้าเดินหน้าได้โดยไม่มีแรงกดดันจากมาตรการภาษีเป็นเงื่อนไข ซึ่งอาจเป็นการเปิดโอกาสใหม่ในการสร้างระบบการค้าที่ยั่งยืนและยืดหยุ่นมากขึ้นในอนาคต
คำตัดสินของศาลการค้าสหรัฐอเมริกา ที่ขัดขวางการบังคับใช้มาตรการรีดภาษีของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แม้จะเป็นประเด็นภายในของสหรัฐอเมริกา แต่ก็มี "แรงสะเทือน" ที่ส่งผลกระทบต่อภูมิภาคเอเชีย รวมถึงไทยในเชิงเศรษฐกิจและการค้า
ขอบพระคุณข้อมูลจากเฟซบุ๊ก EBC Thailand
÷÷÷÷÷÷÷÷÷÷÷÷÷÷÷÷÷÷÷÷÷÷÷÷÷÷÷÷÷÷÷÷÷
นำเสนอข้อมูลข่าวนี้โดย สำนักงานเลขาธิการสมาคมนักธุรกิจกว๋องสิว(ประเทศไทย) 泰国廣肇商会秘书处
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น