KKP ชี้จีนเที่ยวไทยวูบ อาจไม่ใช่ชั่วคราว แนะดึงยุโรป-อินเดียแทน
ข่าวของวันอังคารที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ.2568
ขอบพระคุณแหล่งที่มาจาก https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1181995
KKP Research เปิดบทวิเคราะห์ 'จีนเที่ยวไทย
วูบอาจไม่ใช่แค่ชั่วคราว' แนะปรับเกม ดึง
นักท่องเที่ยวยุโรปและนักท่องเที่ยวอินเดียแทน
นักท่องเที่ยวจีนหายไปไหน
ภาคท่องเที่ยวที่เป็นความหวังของเศรษฐกิจ
ในปีนี้กลับหดหายไปอย่างน่าตกใจ
แม้ว่าจะมีการ
คาดการณ์ล่วงหน้าแล้วว่าจะชะลอตัวลงบ้าง
หลังจากแบกเศรษฐกิจไทยมาในช่วง 2-3 ปีที่
ผ่านมา
โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งตอน
ปลายปี
2024 ยังเป็นเพียงประเทศเดียวเท่านั้นที่
ฟื้นตัวกลับไปได้เพียง
60-70%
ของ
นักท่องเที่ยวก่อนเกิดโควิด-19 ที่จำนวนเฉลี่ย
ประมาณ
560,000
คนต่อเดือน
หลังจากตรุษจีนในเดือนมกราคมของปี
2025
นักท่องเที่ยวจีนกลับหดตัวรุนแรงเกือบ
ครึ่ง
เหลือเพียงเดือนละไม่ถึง
300,000 คน หรือ
คิดเป็นเพียง
30% ของช่วงก่อนโควิด-19
เท่านั้น
KKP Research มองว่าเหตุการณ์ที่
นักท่องเที่ยวชาวจีนลดลง
เป็นปัญหาจากปัญหา
เชิงโครงสร้าง
(Structural)
ที่ต้องใช้เวลาแก้ไข
ปัญหายาวนาน
และยังเป็นปัญหาชั่วคราว
(Cyclical) ที่ทำให้นักท่องเที่ยวชะลอตัวอย่าง
รวดเร็วในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา โดยมี
ข้อเท็จจริงที่สังเกตได้ในช่วงที่ผ่านมา
คือ
1)
นักท่องเที่ยวชาวจีน เที่ยวในประเทศ
และออกไปเที่ยวเองมากขึ้น
เริ่มต้นจากข้อเท็จจริงประการแรกที่เป็น
ปัจจัยเชิงโครงสร้าง
คือ จำนวนนักท่องเที่ยวขา
ออกของจีน
(Chinese
outbound tourist)
ยังไม่ฟื้นตัวเท่าช่วงก่อนโควิด-19 จากทั้งภาวะ
เศรษฐกิจจีนที่ชะลอลง
ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนเริ่มส่งเสริมการ
ท่องเที่ยวภายในประเทศ
เป็นเครื่องยนต์
เศรษฐกิจหลักอีกเครื่องยนต์หนึ่ง
โดย
นักท่องเที่ยวจีนที่ออกไปเที่ยวต่างประเทศ ฟื้น
ตัวเพียง 86.5% ของนักท่องเที่ยวปี 2019 สวน
ทางกับนักท่องเที่ยวจีนที่ท่องเที่ยวในประเทศที่
ฟื้นตัวถึง
93.6%
แล้ว
2)
นักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัว เปลี่ยนจาก
เที่ยวกับกรุ๊ปทัวร์
มาเป็นนักท่องเที่ยวอิสระ
(Free
Individual Traveler: FIT) มากขึ้น
โดยในช่วงก่อนโควิด-19 นักท่องเที่ยวจีนที่มา
ไทยเลือกมาในลักษณะกรุ๊ปทัวร์ค่อนข้างสูง
โดย
คิดเป็นเกือบ
40% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด และ
มีกลุ่มนักท่องเที่ยวอิสระเพียง
60% เมื่อจีน
กลับมาเปิดประเทศอีกครั้ง
สัดส่วนนักท่องเที่ยว
จีนที่เลือกมากับกรุ๊ปทัวร์ลดลงเหลือเพียง
20%
เท่านั้นในปีที่ผ่านมา
จากการสำรวจของ
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาล่าสุด
เมื่อเทียบการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวแล้ว
จะ
พบว่านักท่องเที่ยวอิสระในปีที่ผ่านมาฟื้นตัวกลับ
มาถึง
77.4%
ของปี 2019 แล้ว หรือคิดเป็น
นักท่องเที่ยว
5,300,000
คน ส่วนนักท่องเที่ยว
จีนที่เป็นกรุ๊ปทัวร์ฟื้นตัวมาเพียง
33.4%
หรือคิด
เป็นเพียง
1,400,000
คนเท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลโดยตรงต่อรูปแบบ
และพฤติกรรมการท่องเที่ยว
ซึ่งนักท่องเที่ยว
อิสระมักมีกำลังซื้อและมีการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัว
สูงกว่านักท่องเที่ยวกรุ๊ปทัวร์
ราคาจึงไม่ใช่ปัจจัย
สำคัญในการตัดสินใจเพียงอย่างเดียว
การกระตุ้นการท่องเที่ยวโดยคำนึงถึงปัจจัย
แวดล้อมอื่น
ๆ อาจเป็นตัวชี้ขาดมากกว่าว่า
นักท่องเที่ยวจีนจะเลือกมาเที่ยวไทยหรือไม่
เช่น
ประเภทสถานที่ท่องเที่ยว
ระดับการให้บริการ
รวมถึงความปลอดภัย
เป็นต้น
3)
ไทยกำลังสูญเสียความน่าสนใจจาก
ความปลอดภัยที่ลดลง
นักท่องเที่ยวจีนที่ออกมาเที่ยวนอกประเทศ
เลือกไปเที่ยวประเทศอื่น
ๆ มากขึ้น โดยหลังจาก
นักท่องเที่ยวจีนในเดือนมกราคมแตะระดับสูงสุด
เป็นอันดับ
3 นับตั้งแต่จีนกลับมาเปิดประเทศ ซึ่ง
มีจำนวนกว่า
660,000
คน หลังจากเทศกาล
ตรุษจีน
นักท่องเที่ยวจีนกลับลดลงไปกว่าครึ่ง
เหลือเพียงประมาณ
300,000
คนจนถึงเดือน
เมษายน
สาเหตุที่นักท่องเที่ยวจีนเลือกมาเที่ยวไทย
น้อยลงอาจจะแบ่งเป็น
2 ด้าน
ด้านที่
1 คือ การเที่ยวซ้ำของนักท่องเที่ยวจีน
อาจต้องใช้เวลา
โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยว
อิสระที่ต้องมีการเตรียมตัววางแผนท่องเที่ยวเอง
ซึ่งเป็นปัจจัยชั่วคราว
ที่อาจทยอยปรับตัวดีขึ้น
ในช่วงครึ่งหลังของปี
ด้านที่ 2 คือ ประเด็นความปลอดภัย ในสายตา
นักท่องเที่ยวจีน ซึ่งต้องใช้เวลาในการแก้ไขภาพ
ลักษณ์ให้กลับมาดีเหมือนเดิม โดยเฉพาะกับกลุ่ม
นักท่องเที่ยวอิสระที่ให้ความสนใจเรื่องเหล่านี้
เป็นพิเศษกว่ากรุ๊ปทัวร์
จากการสำรวจล่าสุดของ Dragon Trail
International
พบว่า นักท่องเที่ยวจีนมากกว่า
ครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามในเดือน
เมษายนที่ผ่านมา มองว่าประเทศไทยไม่
ปลอดภัยเพิ่มขึ้นจาก 38% ในช่วงเดือนกันยายน
ของปีที่ผ่านมา ขณะที่ประเทศอื่น ๆ การรับรู้เรื่อง
ความปลอดภัยไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก
ประเด็นการลักพาตัวดาราชาวจีนในช่วง
ต้นปี
การปราบปรามธุรกิจสีเทา และ
เหตุการณ์แผ่นดินไหว
ส่งผลต่อ
ภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวไทย
สำหรับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว แบบสำรวจ
ข้างต้นได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า
ปัจจัยที่ทำให้
นักท่องเที่ยวจีนรู้สึกปลอดภัยในอันดับต้น
ๆ และ
รัฐบาลควรให้น้ำหนักเป็นอย่างแรก
คือ ผลการ
ประเมินความเสี่ยงในการเดินทางของรัฐบาลจีน
และการออกมาตรการเพิ่มความปลอดภัยโดย
รัฐบาลท้องถิ่น
ที่ผู้ตอบแบบสอบถามประมาณ
ครึ่งหนึ่งระบุว่าทำให้รู้สึกปลอดภัย
รองลงมา
ประมาณ
1 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า
ข้อมูลจากครอบครัว
เพื่อน หรือนักท่องเที่ยวคน
อื่นในสื่อสังคมออนไลน์และสื่อมวลชนในทางบวก
จะช่วยให้รู้สึกปลอดภัยขึ้น
ขณะที่ประมาณ 1
ใน
5
ระบุว่า การเลือกสถานที่ท่องเที่ยว ที่มีความ
เสี่ยงต่ำแต่แรก หรือการซื้อประกันการเดินทาง
จะช่วยให้รู้สึกปลอดภัยมากขึ้น
สุดท้ายปัจจัยที่ไม่ช่วยให้นักท่องเที่ยวจีนรู้สึก
ปลอดภัยมากขึ้น
คือ การท่องเที่ยวกับกรุ๊ปทัวร์
หรือการมีไกด์ทัวร์ท้องถิ่น รวมไปถึงการรับ
ข้อมูลจากตัวแทนธุรกิจท่องเที่ยว
(Travel
Agent)
ปรับนโยบาย เพื่อเน้นรับนักท่องเที่ยวยุโรป
และนักท่องเที่ยวอินเดีย
KKP Research มองว่า นักท่องเที่ยวจีนจะ
กลับมาเที่ยวไทยอย่างในอดีต
คงเป็นไปได้ยากที่
จะเกิดขึ้นในระยะสั้น
โดยเฉพาะเรื่องความ
ปลอดภัย
ถ้าไม่ได้รับการแก้ไข ขณะเดียวกัน
การหวังพึ่งพานักท่องเที่ยวชาติอื่น
เพื่อชดเชย
นักท่องเที่ยวจีนในระยะสั้นทันที
คงเป็นไปได้ยาก
ทั้งในแง่จำนวนที่สูงหลายล้านคน
และรายได้จาก
การท่องเที่ยวหลายแสนล้านบาท
แต่ในระยะยาว
อาจมีนักท่องเที่ยวบางประเทศ
ที่มีโอกาสเติบโต
ขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญทดแทน
นักท่องเที่ยวจีน
ที่ชะลอตัวลงไปได้เพียงบางส่วน
KKP Research มองว่า นักท่องเที่ยวยุโรป
และเอเชียใต้
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาว
อินเดีย
ควรเป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ ที่ภาค
ท่องเที่ยวไทยควรให้ความสำคัญมากขึ้นใน
อนาคต เนื่องจากความนิยมในการท่องเที่ยวไทย
ที่มากขึ้น
โดยเฉพาะอินเดียมีการเติบโตของ
เศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่งในช่วงหลายปีหลังมานี้
ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนักท่องเที่ยวยุโรป
และเอเชียใต้ฟื้นตัวได้ประมาณ
120% ของ
ช่วงเวลาเดียวกันในปี
2019 และคิดเป็นสัดส่วน
นักท่องเที่ยวเกือบ
1 ใน 3 ของนักท่องเที่ยวในปี
ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ฤดูกาลท่องเที่ยวของทั้ง 2
ภูมิภาคถือว่าสามารถชดเชยได้พอสมควร
โดย
นักท่องเที่ยวยุโรป
จะมีฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วง
ปลายปีถึงต้นปี ขณะที่นักท่องเที่ยวอินเดียมี
ฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงกลางปี โดยเฉพาะเดือน
พฤษภาคมถึงมิถุนายน ที่เป็นช่วงนอกฤดูกาล
ท่องเที่ยวของไทยตามปกติ
พฤติกรรมของนักท่องเที่ยว 2 กลุ่มนี้มีความ
แตกต่างจากนักท่องเที่ยวจีนค่อนข้างชัดเจน
ซึ่ง
นำไปสู่การกำหนดนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว
ของไทยที่ต้องเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับ
นักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่
โดย
ข้อ 1 คือ พื้นที่ท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวยุโรป
ส่วนใหญ่นิยมท่องเที่ยวภาคใต้เป็นหลัก
รองลงมาคือท่องเที่ยวที่ภาคตะวันออกอย่าง
พัทยา
และกรุงเทพฯ สำหรับนักท่องเที่ยวอินเดีย
มีความคล้ายคลึงกับนักท่องเที่ยวจีน
คือ
ครึ่งหนึ่งท่องเที่ยวกรุงเทพฯ เป็นหลัก รองลงมา
คือท่องเที่ยวที่ภาคตะวันออกและภาคใต้
ข้อ 2 คือ รูปแบบการใช้จ่ายของ
นักท่องเที่ยว
ที่แตกต่างจากนักท่องเที่ยวจีน โดย
นักท่องเที่ยวยุโรปและอินเดียใช้จ่ายกับที่พักและ
โรงแรมมากกว่านักท่องเที่ยวจีน
ขณะเดียวกันมี
การเดินทางภายในประเทศต่ำกว่า
สะท้อนว่า
นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มักจะท่องเที่ยวเพียงไม่กี่
สถานที่และให้ความสำคัญกับคุณภาพของที่พัก
เป็นหลัก
โดยนักท่องเที่ยวอินเดียจะให้
ความสำคัญกับกิจกรรมบันเทิงต่าง
ๆ และ
การซื้อของมากกว่าชาวยุโรป
ดังนั้น นโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวอาจ
ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวใน
พื้นที่ที่เหมาะสม
รวมไปถึงประเภทของธุรกิจที่
ภาครัฐควรส่งเสริมมากขึ้น
นักท่องเที่ยวยุโรปให้ความสนใจการ
ท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวทาง
ประวัติศาสตร์ เน้นอาหารข้างทาง หรือ
Street food และซื้อเครื่องประดับของที่
ระลึกต่าง
ๆ
ขณะที่นักท่องเที่ยวอินเดีย ให้ความ
สนใจในร้านอาหารน้อยกว่า
แต่สนใจ
กิจกรรมยามค่ำคืน หรือ Night life การ
นวดและทำสปา และซื้อเสื้อผ้ากับ
ผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง เป็นต้น
นำเสนอข้อมูลข่าวโดย สำนักงานเลขาธิการสมาคมนักธุรกิจกว๋องสิว(ประเทศไทย)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น