ดอลลาร์อ่อนค่า เทียบสกุลเงินหลัก หลังมูดี้ส์ปรับลดอันดับเครดิตสหรัฐ

 ขอบคุณข้อมูลข่าวจาก MSN เมื่อวันอังคารที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568


“ดอลลาร์อ่อนค่า เทียบสกุลเงินหลัก

หลังมูดี้ส์ปรับลดอันดับเครดิตสหรัฐ”


ดอลลาร์อ่อนค่าเทียบสกุลเงินหลัก หลังมูดี้ส์ปรับลดอันดับเครดิตของสหรัฐ จากระดับ Aaa ลงมาอยู่ที่ Aa1 เหตุผลจากหนี้สาธารณะของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเพิ่มสูงขึ้น

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศของธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 33.21/23 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม 2568 ที่ระดับ 33.23/25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

จากผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐอเมริการ่วงลง 2.7% สู่ระดับ 50.8 ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2565 และเป็นการปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน จากระดับ 52.2 ในเดือนเมษายน

โดยดัชนีความเชื่อมั่นได้รับผลกระทบจากความกังวลเกี่ยวกับการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อ จากมาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งผู้บริโภคคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 7.3% ในช่วง 1 ปีข้างหน้า และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ในเดือนเมษายนที่ระดับ 6.5%

นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังคาดการณ์ว่า เงินเฟ้อจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.6% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ไว้ในเดือนเมษายนที่ระดับ 4.4%

ในขณะที่กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผย ดัชนีราคานำเข้าและส่งออกเพิ่มขึ้น อย่างละ 0.1% ในเดือนเมษายน เมื่อเทียบรายเดือน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะมีการชะลอตัวลง โดยการปรับตัวขึ้นของดัชนีราคานำเข้าและส่งออกนั้น ได้รับแรงหนุนจากการดีดตัวขึ้นของราคาสินค้าทุน ขณะที่ราคาพลังงานปรับตัวลง

ทั้งนี้ มูดี้ส์ เรทติ้ง (Moody’s Ratings) ได้มีการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือระยะยาวของรัฐบาลสหรัฐ จากระดับ Aaa ลงมาอยู่ที่ Aa1 เมื่อวันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม 2568 โดยให้เหตุผลว่า หนี้สาธารณะของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเพิ่มสูงขึ้น และต้องชำระภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นด้วย อีกทั้งมูดี้ส์ ก็ไม่เชื่อว่าแผนงบประมาณปัจจุบัน จะสามารถลดการใช้จ่ายของรัฐบาล หรือการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐอเมริกาได้อย่างมากในระยะยาว

โดยในช่วง 10 ปีข้างหน้า มูลดี้ส์คาดว่าการขาดดุลงบประมาณจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากการใช้จ่ายสำหรับโครงการสวัสดิการต่างๆ จะมากขึ้น ในขณะที่รายได้ของรัฐบาลยังคงอยู่ใกล้เคียงระดับเดิม ทั้งนี้ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของสหรัฐอเมริกา อาจขึ้นแตะระดับ 135%

กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐอเมริกา ได้เปิดเผยตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านเพิ่มขึ้น 1.6% สู่ระดับ 1.361 ล้านยูนิตในเดือนเมษายน และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 1.360 ล้านยูนิต ส่วนการอนุญาตก่อสร้างบ้านลดลง 4.7% สู่ระดับ 1.412 ล้านยูนิตในเดือนเมษายน และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.450 ล้านยูนิต

โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา เรียกร้องให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดอัตราดอกเบี้ย “โดยเร็ว อย่าช้า” พร้อมตำหนิประธานเฟด เจอโรม พาวเวลล์ ที่อยู่เฉยไม่ดำเนินการอะไร ซึ่งทรัมป์ยังคงแสดงความไม่พอใจต่อพาวเวลล์ โดยทรัมป์ไม่ปลดพาวเวลล์จากตำแหน่ง และยืนยันว่าประธานเฟดจะอยู่ในตำแหน่งต่อไป แม้ทรัมป์จะเชื่อว่าเงินเฟ้อไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปแล้ว แต่ทรัมป์ต้องการให้พาวเวลล์ “กระตือรือร้นมากกว่านี้” ในเรื่องการลดดอกเบี้ย

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา กล่าวไว้เมื่อวันเสาร์ที 17 พฤษภาคม 2568 ว่า เขาจะพูดคุยกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย และประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครนในวันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม 2568 เพื่อผลักดันข้อตกลงหยุดยิงระหว่างทั้งสองประเทศ

ด้านปัจจัยภายในประเทศไทยนั้น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของไตรมาส 1/68 ว่า ได้ขยายตัว 3.1% จากตลาด คาดว่าจะโต 2.9% ถึง 3.1% โดยปัจจัยหลักมาจากการผลิตภาคนอกเหนือจากการเกษตรชะลอลง ขณะที่การผลิตภาคเกษตรเร่งขึ้น

ด้านการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคขั้นสุดท้ายของเอกชน และการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคขั้นสุดท้ายของรัฐบาล การนำเข้าสินค้าและบริการ ตลอดจนการสะสมทุนถาวรเบื้องต้นชะลอลง แต่การส่งออกสินค้าและบริการ ขยายตัวเร่งขึ้น

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ ระบุว่า การที่เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/68 ยังเติบโตได้ดีในระดับ 3.1% นั้น เป็นผลจากการที่ประเทศคู่ค้าต่างเร่งนำเข้าสินค้าก่อนที่จะมีการปรับขึ้นภาษีจากสหรัฐอเมริกา จึงทำให้การส่งออกของไทยขยายตัวได้ดี และมีผลช่วยให้ GDP ไตรมาสแรกปีนี้เติบโตสูง

แต่ทั้งนี้ในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ เศรษฐกิจไทยอาจชะลอตัวลงได้ อันเนื่องจากความผันผวนที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโลก และการค้าโลก พร้อมเชื่อว่าจะเห็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป

ทางด้านนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้พบหารือกับ นายเจมิสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา ในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีด้านการค้าของเอเปค ประจำปี 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 ถึง16 พฤษภาคม และได้ยกประเด็นถึงข้อเสนอเชิงนโยบายที่มุ่งส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ภายใต้กรอบความร่วมมือที่สร้างผลประโยชน์ร่วมกัน พร้อมย้ำถึงบทบาทของไทยในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจและการค้ากับสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคเอเชีย โดยข้อเสนอของไทยได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากฝ่ายสหรัฐ โดยเฉพาะจากนายสก็อตต์ เบสเซนต์ (Mr.Scott Bassent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 33.03-33.29 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 33.05/07 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (19/05) ที่ระดับ 1.1182/84 ดอลลาร์สหรัฐต่อยูโร ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตฃาดเมื่อวันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม 2568 ที่ระดับ 1.1193/95 ดอลลาร์สหรัฐต่อยูโร

สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) เปิดเผยในวันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม 2568 ว่า ยูโรโซนมียอดเกินดุลการค้าในเดือนมีนาคม อยู่ที่ 3.687 หมื่นล้านยูโร เพิ่มขึ้นจาก 2.28 หมื่นล้านยูโร ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และเพิ่มขึ้นจาก 2.40 หมื่นล้านยูโรในเดือนก่อนหน้า การส่งออกสินค้าจากยูโรโซนไปยังประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกในเดือนมีนาคม มีมูลค่าอยู่ที่ 2.798 แสนล้านยูโร เพิ่มขึ้น 13.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนการนำเข้าอยู่ที่ 2.43 แสนล้านยูโร เพิ่มขึ้น 8.8% ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1167-1.1277 ดอลลาร์สหรัฐต่อยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1274/76 ดอลลาร์สหรัฐต่อยูโร

การเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ระดับ 145.07/09 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม 2568 ที่ระดับ 145.54/55 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยนายชินอิจิ อุจิดะ รองผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้กล่าวว่า BOJ จะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากเศรษฐกิจญี่ปุ่นฟื้นตัวจากผลกระทบภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นของสหรัฐ

เขากล่าวว่า ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายการค้าของแต่ละประเทศนั้นสูงมาก ดังนั้น BOJ จะตัดสินใจโดยพิจารณาตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงว่า เศรษฐกิจและราคาเคลื่อนไหวสอดคล้องกับการคาดการณ์ของธนาคารหรือไม่ โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) หดตัวลง 0.2% ในไตรมาส 1/2568 ซึ่งเป็นการหดตัวรายไตรมาสครั้งแรกในรอบหนึ่งปี และแย่แย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะหดตัวเพียง 0.1%

นอกจากนี้ เมื่อเทียบเป็นรายปี GDP ไตรมาสแรกหดตัวลง 0.7% ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบสี่ไตรมาส และย่ำแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะหดตัวเพียง 0.2% โดยข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงเปราะบาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่ภายใต้แรงกดดันจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 144.64-145.44 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 144.85/87 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนเมษายน (ประมาณการครั้งสุดท้าย) ยูโรโซน (19/5), ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนเมษายน

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -8.5/-8.3 สตางค์ต่อดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -7/-5.8 สตางค์ต่อดอลลาร์สหรัฐ


ขอบพระคุณแหล่งที่มาของข้อมูลจาก : 

https://www.prachachat.net


*****************************************************

เรียบเรียงโดย 

สำนักงานเลขาธิการสมาคมนักธุรกิจกว๋องสิว(ประเทศไทย) 



 

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

东莞侨联侨商在2025年5月13日莅广肇会馆访问招商。

เงินบาทอ่อนค่า จับตาสัปดาห์หน้า 4 ปัจจัยสำคัญ และราคาทองตลาดโลก

จดหมายขอบคุณจากสมาพันธ์ชาวจีนโพ้นทะเลแห่งเมืองตงกว่าน